
หลายธุรกิจให้ความสำคัญกับการเลือกระบบ ERP
ระบบต้องมีฟีเจอร์ครบ
หน้าจอต้องใช้งานง่าย
รายงานต้องดูได้หลายมุม
รองรับงานขาย คลังสินค้า จัดซื้อ บัญชี และ Dashboard
แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวระบบ
นั่นคือการ Training ทีมงาน
เพราะต่อให้ระบบ ERP ดีแค่ไหน ถ้าผู้ใช้งานไม่เข้าใจวิธีใช้ ไม่เข้าใจ Workflow ใหม่ หรือไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเปลี่ยนวิธีทำงาน ระบบก็อาจไม่ถูกใช้งานจริง
ทีมงานอาจกลับไปใช้ Excel เหมือนเดิม
ข้อมูลอาจไม่ถูกบันทึกในระบบ
Workflow อาจไม่เดินต่อ
รายงานอาจไม่ครบ
ผู้บริหารอาจยังต้องถามข้อมูลจากหลายแผนก
และสุดท้าย ธุรกิจอาจรู้สึกว่า ERP ไม่ช่วย ทั้งที่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการเปลี่ยนระบบโดยที่คนในองค์กรยังไม่พร้อม
นี่คือเหตุผลที่ ERP Training เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการวางระบบ ERP
ERP Training คืออะไร
ERP Training คือการฝึกอบรมผู้ใช้งานให้เข้าใจระบบ ERP และวิธีทำงานใหม่ตามบทบาทของตัวเอง
ไม่ใช่แค่การสอนว่าปุ่มนี้กดตรงไหน
แต่ต้องสอนให้ทีมงานเข้าใจว่า
งานของตัวเองเริ่มจากจุดไหน
ต้องกรอกข้อมูลอะไร
ข้อมูลนี้ส่งต่อไปให้ใคร
เอกสารนี้เกี่ยวข้องกับแผนกใด
ถ้าไม่บันทึกข้อมูลในระบบ จะกระทบใครบ้าง
และระบบช่วยลดงานซ้ำหรือลดความผิดพลาดอย่างไร
การ Training ที่ดีจึงควรเชื่อมระหว่าง “หน้าจอระบบ” กับ “งานจริงของผู้ใช้งาน”
เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ให้พนักงานใช้ระบบเป็น
แต่ต้องให้พนักงานเข้าใจว่าระบบ ERP เป็นส่วนหนึ่งของ Workflow ธุรกิจ
ทำไม Training ถึงสำคัญต่อ ERP
ERP เป็นระบบที่เชื่อมหลายแผนกเข้าด้วยกัน
ฝ่ายขายสร้างข้อมูลลูกค้าและใบเสนอราคา
คลังสินค้าตรวจสอบสต็อกและจัดส่งสินค้า
จัดซื้อสร้าง PR และ PO
บัญชีตรวจเอกสารและข้อมูลทางการเงิน
ผู้บริหารดูรายงานและ Dashboard
ถ้าแผนกหนึ่งไม่ใช้ระบบ หรือใช้ไม่ถูกต้อง ข้อมูลจะกระทบต่อแผนกอื่นทันที
เช่น ฝ่ายขายไม่บันทึกออเดอร์ในระบบ คลังสินค้าจะไม่เห็นรายการจัดส่ง
คลังสินค้าไม่บันทึกการจ่ายออก สต็อกจะไม่ตรง
จัดซื้อไม่อัปเดต PO บัญชีจะตรวจเอกสารยาก
บัญชีไม่ปิดสถานะเอกสาร Dashboard อาจแสดงตัวเลขไม่ครบ
ดังนั้น ERP Training จึงไม่ใช่เรื่องของผู้ใช้งานแต่ละคนเท่านั้น
แต่เป็นเรื่องของการทำให้ทั้งองค์กรทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน
1. Training ช่วยให้ทีมงานเข้าใจ Workflow ใหม่
เมื่อธุรกิจเริ่มใช้ ERP วิธีทำงานบางอย่างจะเปลี่ยนไป
จากเดิมที่เคยส่งไฟล์ให้กัน
อาจต้องบันทึกข้อมูลในระบบ
จากเดิมที่เคยถามสถานะผ่านแชท
อาจต้องตรวจสอบสถานะจากระบบ
จากเดิมที่แต่ละแผนกมีไฟล์ของตัวเอง
อาจต้องใช้ข้อมูลกลางร่วมกัน
ถ้าไม่มี Training ทีมงานอาจไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเปลี่ยน
และอาจมองว่า ERP เป็นงานเพิ่ม
แต่ถ้า Training อธิบาย Workflow ใหม่อย่างชัดเจน ทีมงานจะเข้าใจว่าแต่ละขั้นตอนมีผลต่อแผนกอื่นอย่างไร
เช่น การกรอกข้อมูลลูกค้าให้ครบช่วยให้บัญชีออกเอกสารได้ถูกต้อง
การบันทึกรับเข้าและจ่ายออกช่วยให้สต็อกตรงขึ้น
การอัปเดตสถานะ PO ช่วยให้จัดซื้อ คลัง และบัญชีทำงานต่อกันได้ง่ายขึ้น
เมื่อทีมงานเข้าใจ Workflow ระบบจะถูกใช้งานได้ต่อเนื่องกว่าเดิม
2. Training ช่วยลดความผิดพลาดจากการใช้งาน
ช่วงเริ่มใช้ ERP เป็นช่วงที่ทีมงานอาจยังไม่คุ้นกับระบบใหม่
หากไม่มีการ Training ที่ดี อาจเกิดความผิดพลาดได้ง่าย
เช่น สร้างข้อมูลลูกค้าซ้ำ
เลือกสินค้าผิดรหัส
ใช้หน่วยนับผิด
บันทึกสต็อกผิดคลัง
ออกเอกสารผิดประเภท
ส่งงานอนุมัติผิดคน
ปิดสถานะเอกสารไม่ครบ
ความผิดพลาดเหล่านี้อาจดูเล็ก แต่เมื่อเกิดในระบบ ERP จะส่งผลต่อรายงานและข้อมูลของหลายแผนก
การ Training ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจวิธีทำรายการที่ถูกต้อง และรู้ว่าควรตรวจสอบอะไรบ้างก่อนบันทึกข้อมูล
ยิ่งทีมงานเข้าใจตั้งแต่แรก ธุรกิจก็ยิ่งลดเวลาแก้ไขข้อมูลย้อนหลังหลัง Go Live
3. Training ช่วยลดการกลับไปใช้ Excel เหมือนเดิม
หนึ่งในปัญหาที่หลายธุรกิจเจอหลังเริ่ม ERP คือทีมงานยังกลับไปใช้ Excel เหมือนเดิม
อาจเพราะคุ้นเคยกว่า
รู้สึกว่าระบบใหม่ซับซ้อน
ไม่เข้าใจว่าข้อมูลในระบบต้องใช้ต่ออย่างไร
หรือไม่มั่นใจว่าตัวเองใช้ระบบถูกต้อง
เมื่อทีมงานยังใช้ Excel ควบคู่กับ ERP ข้อมูลจะเริ่มแยกกันอีกครั้ง
ระบบมีข้อมูลชุดหนึ่ง
ไฟล์ Excel มีอีกชุดหนึ่ง
รายงานจึงไม่ตรงกัน
ผู้บริหารก็ยังต้องถามว่าข้อมูลไหนถูก
Training ที่ดีช่วยลดปัญหานี้ได้ เพราะทำให้ทีมงานเข้าใจว่าทำไมต้องใช้ระบบเป็นแหล่งข้อมูลหลัก และการใช้ไฟล์แยกอาจทำให้ Workflow ทั้งองค์กรเสียความต่อเนื่อง
4. Training ควรสอนตามหน้าที่ ไม่ใช่สอนทุกคนเหมือนกัน
ERP มีหลายโมดูลและหลายหน้าจอ
แต่ผู้ใช้งานแต่ละแผนกไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเท่ากัน
ฝ่ายขายควรรู้เรื่องลูกค้า ใบเสนอราคา ออเดอร์ และสถานะงานขาย
คลังสินค้าควรรู้เรื่องรับเข้า จ่ายออก โอนย้าย ตรวจนับ และสต็อกคงเหลือ
จัดซื้อควรรู้เรื่อง Supplier, PR, PO และการติดตามรับสินค้า
บัญชีควรรู้เรื่องเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการขาย จัดซื้อ และข้อมูลทางการเงิน
ผู้บริหารควรรู้เรื่อง Dashboard และรายงานสำคัญ
Admin ควรรู้เรื่องผู้ใช้งาน สิทธิ์ และการตั้งค่าพื้นฐาน
การ Training ทุกคนทุกเมนูเหมือนกันอาจทำให้ทีมงานรู้สึกว่ายากและจำไม่ได้
แต่การ Training ตามบทบาทจะทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจเฉพาะสิ่งที่ต้องใช้จริง และนำไปใช้ในงานประจำวันได้ง่ายกว่า
5. Training ช่วยให้ Role & Permission ทำงานได้จริง
ระบบ ERP มักมีการกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานตามบทบาท
แต่สิทธิ์จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อผู้ใช้งานเข้าใจหน้าที่ของตัวเอง
เช่น ฝ่ายขายอาจสร้างใบเสนอราคาได้ แต่ไม่ควรแก้ราคาต้นทุน
คลังสินค้าอาจบันทึกรับเข้าและจ่ายออกได้ แต่ไม่ควรแก้ข้อมูลบัญชี
จัดซื้ออาจสร้าง PO ได้ แต่บางรายการอาจต้องผ่านการอนุมัติ
ผู้บริหารอาจดูรายงานได้ แต่ไม่จำเป็นต้องทำรายการประจำวัน
ถ้าไม่มี Training ผู้ใช้งานอาจไม่เข้าใจว่าทำไมบางเมนูถึงเข้าไม่ได้ หรือทำไมบางรายการต้องส่งอนุมัติ
Training ช่วยอธิบายเหตุผลของ Role & Permission ว่าไม่ได้มีไว้เพื่อจำกัดงานโดยไม่จำเป็น แต่มีไว้เพื่อป้องกันข้อมูลผิดพลาดและทำให้ Workflow มีความชัดเจน
6. Training ช่วยให้ผู้บริหารใช้ Dashboard ได้ดีขึ้น
หลายธุรกิจคาดหวังว่า ERP จะช่วยให้ผู้บริหารเห็น Dashboard ที่ชัดเจนขึ้น
แต่ Dashboard จะมีประโยชน์จริงเมื่อผู้บริหารเข้าใจว่าแต่ละตัวเลขมาจากไหน
ยอดขายบน Dashboard มาจากขั้นตอนใด
สต็อกคงเหลืออัปเดตจากรายการใด
PO ค้างรับหมายถึงอะไร
Invoice ค้างชำระดึงข้อมูลจากจุดไหน
งานอนุมัติค้างอยู่ที่ใคร
ถ้าผู้บริหารไม่เข้าใจที่มาของข้อมูล อาจตีความรายงานผิด หรือยังต้องถามทีมงานซ้ำ
ดังนั้น Training ไม่ได้จำเป็นเฉพาะผู้ใช้งานระดับปฏิบัติการ
ผู้บริหารก็ควรได้รับ Training ในมุม Dashboard, KPI และการอ่านรายงาน เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลจาก ERP ในการตัดสินใจได้จริง
7. Training ช่วยให้ Key User ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น
ในหลายธุรกิจ การมี Key User แต่ละแผนกช่วยให้ ERP ใช้งานได้ต่อเนื่องขึ้น
Key User คือคนที่เข้าใจงานของแผนกตัวเอง และเข้าใจระบบมากกว่าผู้ใช้งานทั่วไป
บทบาทของ Key User เช่น
ช่วยทดสอบ Workflow
ช่วยตอบคำถามเบื้องต้นให้ทีมงาน
ช่วยรวบรวมปัญหาหลัง Go Live
ช่วยประสานกับทีมระบบหรือผู้ให้บริการ ERP
ช่วยตรวจสอบว่าทีมงานใช้ระบบตามขั้นตอนหรือไม่
Training สำหรับ Key User ควรลงลึกกว่าผู้ใช้งานทั่วไป
เพราะ Key User จะเป็นตัวกลางสำคัญที่ช่วยให้การใช้งาน ERP ไม่สะดุดในช่วงเริ่มต้น
8. Training ควรเกิดก่อน Go Live และหลัง Go Live
หลายธุรกิจทำ Training แค่ก่อน Go Live ครั้งเดียว
แต่ในความเป็นจริง การ Training ควรมีมากกว่าหนึ่งรอบ
ก่อน Go Live ควร Training เพื่อให้ทีมงานเข้าใจระบบและ Workflow ที่จะใช้
ช่วง Go Live ควรมีการ Support เพื่อช่วยตอบคำถามจากการใช้งานจริง
หลัง Go Live ควรมี Training เพิ่มเติมจากปัญหาที่เกิดจริง
เพราะบางคำถามจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทีมงานเริ่มใช้ระบบกับงานจริงแล้ว
เช่น เอกสารบางประเภทต้องแก้อย่างไร
กรณีสินค้าถูกส่งคืนต้องทำขั้นตอนไหน
ถ้า PO บางส่วนรับเข้าแล้วต้องจัดการอย่างไร
ถ้ารายงานไม่ตรงต้องตรวจจากจุดไหน
Training หลัง Go Live ช่วยให้ธุรกิจปรับระบบและปรับพฤติกรรมการใช้งานให้ดีขึ้นต่อเนื่อง
9. Training ต้องอธิบายเหตุผล ไม่ใช่แค่สอนขั้นตอน
การสอนว่า “ให้กดตรงนี้ แล้วกดตรงนั้น” อาจทำให้ทีมงานใช้ระบบได้ในช่วงแรก
แต่ถ้าผู้ใช้งานไม่เข้าใจเหตุผล เมื่อเจอสถานการณ์ที่ต่างจากตัวอย่าง อาจไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
Training ที่ดีควรอธิบายว่า
ทำไมต้องบันทึกข้อมูลนี้
ข้อมูลนี้ถูกใช้ต่อที่ไหน
ถ้าไม่กรอกข้อมูลนี้จะกระทบใคร
ทำไมต้องทำตาม Workflow นี้
ทำไมบางรายการต้องอนุมัติ
ทำไมไม่ควรสร้างข้อมูลซ้ำ
เมื่อทีมงานเข้าใจเหตุผล จะสามารถตัดสินใจในสถานการณ์จริงได้ดีขึ้น และไม่มองระบบเป็นเพียงขั้นตอนบังคับ
10. Training ช่วยลดแรงต้านต่อการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนมาใช้ ERP อาจทำให้ทีมงานบางส่วนรู้สึกกังวล
กลัวใช้งานไม่เป็น
กลัวทำผิด
กลัวงานเพิ่ม
กลัวถูกตรวจสอบมากขึ้น
หรือรู้สึกว่าวิธีเดิมก็ทำงานได้อยู่แล้ว
ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของการเปลี่ยนแปลงระบบ
Training ช่วยลดแรงต้านได้ หากอธิบายให้ทีมงานเห็นว่า ERP ไม่ได้เข้ามาเพื่อทำให้งานยากขึ้น แต่เข้ามาช่วยลดงานซ้ำ ลดการตามข้อมูล ลดการแก้เอกสาร และทำให้ทีมงานทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น
เมื่อทีมงานเห็นประโยชน์กับงานของตัวเอง โอกาสในการยอมรับระบบใหม่จะสูงขึ้น
11. Training ควรใช้ตัวอย่างจากงานจริง
Training ที่ใช้ตัวอย่างใกล้เคียงกับงานจริงจะได้ผลดีกว่าการสอนจากข้อมูลตัวอย่างทั่วไป
เช่น ใช้ตัวอย่างลูกค้าจริงแบบจำลอง
ใช้สินค้าประเภทเดียวกับที่ธุรกิจขาย
ใช้ Workflow เอกสารที่ธุรกิจทำจริง
ใช้กรณีที่ทีมงานเจอบ่อย
ใช้รายงานที่ผู้บริหารต้องดูจริง
เมื่อทีมงานเห็นภาพจากงานของตัวเอง จะเข้าใจเร็วขึ้น และสามารถนำไปใช้ต่อได้ง่ายขึ้น
ต่างจากการ Training แบบทั่วไปที่ทีมงานอาจเข้าใจตอนเรียน แต่ไม่รู้ว่าจะนำไปใช้กับงานจริงอย่างไร
12. Training ควรมีคู่มือหรือเอกสารอ้างอิง
หลัง Training ทีมงานอาจจำทุกขั้นตอนไม่ได้
โดยเฉพาะในช่วงเริ่มใช้ระบบจริง
ธุรกิจจึงควรมีคู่มือหรือเอกสารอ้างอิงสำหรับขั้นตอนสำคัญ
เช่น วิธีสร้างลูกค้าใหม่
วิธีสร้างใบเสนอราคา
วิธีรับสินค้าเข้าคลัง
วิธีสร้าง PO
วิธีตรวจสอบสต็อก
วิธีดูรายงาน
วิธีแก้สถานะเอกสาร
วิธีแจ้งปัญหา
คู่มือไม่จำเป็นต้องซับซ้อนมาก
แต่ควรเป็นภาษาที่ผู้ใช้งานเข้าใจง่าย และสอดคล้องกับ Workflow จริงของบริษัท
การมีคู่มือช่วยลดคำถามซ้ำ และช่วยให้พนักงานใหม่เรียนรู้ระบบได้เร็วขึ้น
13. Training ควรวัดผลได้
การ Training ไม่ควรจบแค่การจัดอบรมแล้วถือว่าสำเร็จ
ธุรกิจควรวัดผลด้วยว่า ผู้ใช้งานเข้าใจและใช้งานระบบได้จริงหรือไม่
ตัวอย่างสิ่งที่ควรวัด เช่น
ผู้ใช้งานทำรายการพื้นฐานได้หรือไม่
ทีมงานใช้ระบบตาม Workflow หรือไม่
จำนวนข้อผิดพลาดลดลงหรือไม่
จำนวนคำถามซ้ำลดลงหรือไม่
ข้อมูลถูกบันทึกครบขึ้นหรือไม่
ทีมงานยังกลับไปใช้ไฟล์เดิมหรือไม่
Key User สามารถช่วยตอบคำถามได้หรือไม่
การวัดผลช่วยให้รู้ว่าควร Training เพิ่มเติมในจุดใด ไม่ใช่เดาว่าทีมงานเข้าใจแล้ว
14. ปัญหาที่มักเกิดเมื่อ Training ไม่พอ
ถ้า Training ไม่เพียงพอ ธุรกิจอาจเจอปัญหาหลัง Go Live หลายอย่าง
ทีมงานใช้ระบบผิดขั้นตอน
ข้อมูลไม่ครบ
เอกสารผิด
สต็อกไม่อัปเดต
งานอนุมัติค้าง
รายงานไม่ตรง
ผู้ใช้งานถามคำถามเดิมซ้ำ
Key User รับภาระหนักเกินไป
ทีมงานกลับไปใช้ Excel
ผู้บริหารไม่มั่นใจในข้อมูลจากระบบ
ปัญหาเหล่านี้ทำให้ ERP ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้เต็มที่
ดังนั้น Training ไม่ควรถูกมองเป็นงานเสริม แต่ควรถูกวางเป็นส่วนหนึ่งของ ERP Implementation ตั้งแต่ต้น
15. ใครควรเข้าร่วม ERP Training
ERP Training ควรครอบคลุมผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับ Workflow จริง
ไม่ใช่เฉพาะ IT หรือ Admin
กลุ่มที่ควรเข้าร่วม เช่น
ฝ่ายขาย
คลังสินค้า
จัดซื้อ
บัญชี
ผู้จัดการแผนก
ผู้บริหาร
Admin ระบบ
Key User ของแต่ละแผนก
บางคนอาจไม่ต้องเรียนทุกขั้นตอน แต่ควรเข้าใจส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของตัวเอง
ยิ่งผู้ใช้งานหลักเข้าใจระบบมากเท่าไร ERP ก็ยิ่งมีโอกาสถูกใช้งานจริงมากขึ้นเท่านั้น
ERPVal ช่วยเรื่อง Training อย่างไร
ERPVal ช่วยให้ธุรกิจวางระบบ ERP ตาม Workflow สำคัญ เช่น Sales & CRM, Purchase, Inventory & Warehouse, Accounting, Admin & Report และ Dashboard
การ Training ควรเชื่อมกับโมดูลเหล่านี้ตามบทบาทของผู้ใช้งานจริง
เช่น ทีมขายเรียนรู้การจัดการลูกค้าและเอกสารขาย
ทีมคลังเรียนรู้การรับเข้า จ่ายออก และตรวจสอบสต็อก
ทีมจัดซื้อเรียนรู้การทำงานกับ Supplier, PR และ PO
ทีมบัญชีเรียนรู้การตรวจสอบเอกสารที่เชื่อมจากงานขายและจัดซื้อ
ผู้บริหารเรียนรู้การดูรายงานและ Dashboard
Admin เรียนรู้การดูแลผู้ใช้งานและสิทธิ์
ERPVal จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการวางระบบให้ทีมงานหลายแผนกทำงานร่วมกันได้ชัดขึ้น ไม่ใช่แค่ติดตั้งระบบแล้วปล่อยให้ผู้ใช้งานเรียนรู้เองทั้งหมด
Checklist สำหรับ ERP Training ที่ดี
ก่อนเริ่ม Training ธุรกิจควรตรวจสอบเรื่องเหล่านี้
แยกกลุ่มผู้ใช้งานตามบทบาทแล้วหรือยัง
กำหนด Key User ของแต่ละแผนกแล้วหรือยัง
มี Workflow จริงสำหรับใช้สอนหรือไม่
มีข้อมูลตัวอย่างที่ใกล้เคียงกับงานจริงหรือไม่
มีคู่มือหรือเอกสารอ้างอิงหรือไม่
มีช่องทางให้ผู้ใช้งานถามปัญหาหลัง Training หรือไม่
มีแผน Training ก่อน Go Live และหลัง Go Live หรือไม่
มีวิธีวัดผลว่าผู้ใช้งานเข้าใจระบบหรือไม่
ถ้ายังไม่มีสิ่งเหล่านี้ ธุรกิจควรวางแผน Training เพิ่มเติมก่อนเริ่มใช้งานจริง
เพราะความพร้อมของทีมงานมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของ ERP
สรุป
การ Training ทีมงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ERP ใช้งานได้สำเร็จ
เพราะ ERP ไม่ได้เปลี่ยนแค่ระบบ แต่เปลี่ยนวิธีทำงานของหลายแผนกให้เชื่อมกันมากขึ้น
Training ที่ดีช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจ Workflow ใหม่ ลดความผิดพลาด ลดการกลับไปใช้ Excel เข้าใจ Role & Permission และใช้ระบบตามหน้าที่จริงของตัวเอง
หลัง Go Live ธุรกิจยังควร Training เพิ่มเติมจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เพื่อปรับระบบและพฤติกรรมการใช้งานให้ดีขึ้นต่อเนื่อง
ERPVal ช่วยให้ธุรกิจวางระบบ ERP ที่เชื่อมงาน Sales, Purchase, Inventory, Accounting, Admin & Report และ Dashboard เข้าด้วยกัน โดยการ Training ควรถูกออกแบบให้สอดคล้องกับบทบาทของทีมงานแต่ละแผนก
เพราะความสำเร็จของ ERP ไม่ได้วัดจากระบบเปิดใช้งานได้เท่านั้น
แต่วัดจากการที่ทีมงานใช้ระบบจริง ข้อมูลถูกบันทึกครบ Workflow เดินต่อได้ และผู้บริหารใช้ข้อมูลจากระบบในการตัดสินใจได้จริง
